หากจะให้นึกถึงกองกลางระดับโลกของ เชลซี ชื่อแรกที่หลายคนคงนึกถึงคงจะเป็นเหล่าซุเปอร์สตาร์ในยุครุ่งเรื่องของแต่สมัยไม่ว่าจะเป็น เอ็มมานูเอล เปอตี แฟรงค์ แลมพาร์ด มิชาเอล บัลลัค โคลด มาเกเลเล เดโก้ มิชาเอล เอสเซียน หรือแม้แต่ เอ็นโกโล ก็องเต้ ก็ล้วนแต่เป็นกองกลางฝีเท้าดีที่แวะเวียนเข้ามาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับทีมสิงโตน้ำเงินครามในแต่ละยุคสมัยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา


แต่มีอยู่อีกหนึ่งรายที่หลายคนอาจมองข้ามหรือลืมชื่อของกองกลางรายนี้ไปแล้วแม้ว่าเวลาพึ่งจะผ่านไปได้ไม่นาน นั่นก็คือ เชส ฟาเบรกาส อดีตกองกลางของ บาร์เซโลนา และ อาร์เซนอล ที่เข้ามาอยู่ร่วมชายคา สแตมฟอร์ด บริดจ์ ตั้งแต่ในปี 2014 และพึ่งจะย้ายออกจากทีมไปเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา


ฟรานเชส ฟาเบรกาส โซแลร์ เริ่มเล่นฟุตบอลในศูนย์ฝึกระดับพระกาฬอย่าง ลามาเซีย จนกระทั่งถูก อาร์แซน เวงเกอร์ ดึงตัวไปร่วมทีม ปืนใหญ่ ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น แม้ในปีแรกเจ้าตัวจะอยู่ในทีมชุดแชมป์ไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2003/04 แต่เจ้าตัวไม่ได้รับโอกาสลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก เลยแม้แต่เกมเดียว จึงทำให้เขาชวดเหรียญรางวัลในปีนั้นไป แต่แล้วซีซั่นถัดมา พลพรรคปืนใหญ่ ประสบปัญหากองกลางตัวหลักบาดเจ็บ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ดาวรุ่งที่ขณะนั้นวัยเพียง 17 ปี ได้โอกาสลงมาฉายแสงจนกลายมาเป็นตัวหลักและกัปตันทีม อาร์เซนอล ในที่สุด


กระทั่งปี 2011 ทัพเจ้าบุญทุ่ม ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้ทำการทุ่มเงินกว่า 30 ล้านปอนด์ ดึงตัวจอมทัพ เดอะ กันเนอร์ส กลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งเขาใช้เวลา 3 ปี ในถิ่น คัมป์นู ก่อนจะย้ายกลับมาเล่นที่ลอนดอนอีกครั้งในปี 2014 แต่คราวนี้กลับเป็น เชลซี สโมสรคู่ปรับร่วมเมืองของ อาร์เซนอล และเหตุนั้นเอง ที่ทำให้เขาถูกแฟน ๆ ปืนใหญ่ จดจำในฐานะที่เป็นจอมทรยศอีกหนึ่งคนไปโดยปริยาย..


ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจ้าตัวได้กลับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางตามที่ถนัดอีกครั้ง หลังจากเคยแม้กระทั่งต้องไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าแบบ “False 9” กับ บาร์เซโลนา และการที่ได้กลับมายืนในตำแหน่งที่คุ้นเคยนั่นเอง ที่ทำให้จุดเด่นของ เชส อย่างการจ่ายบอลที่แม่นยำเหมือนจับวางถูกนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง


ปีแรกกับ สิงห์บลู เจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์ลีกได้ทันทีพร้อมกับเป็นเจ้าของรางวัลแอสซิสต์มากที่สุดในฤดูกาลนั้นถึง 18 ครั้ง ซึ่งถ้าหากนับรวมทุกรายการเขาทำแอสซิสต์ไปได้กว่า 24 ครั้งเลยทีเดียว แม้ในซีซั่นต่อมา เชลซี จะล้มเหลวพร้อมกับการถูกปลดเป็นหนที่สองของนายใหญ่ โชเซ มูรินโญ แต่ผลงานของ เพลย์เมกเกอร์รายนี้ก็ยังคงอยู่ในระดับมาตรฐานที่ 6 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ในปี 2015/16 ที่ผ่านมา


หลังจากผิดหวังในฤดูกาลดังกล่าว สิงห์ไฮโซ กลับมาพร้อมกับคุณซือคนใหม่อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ พร้อมกับความหวังของแฟน ๆ ที่คาดหวังให้อดีตกุนซือ ยูเวนตุส และ ทีมชาติอิตาลี พาทีมกลับมาทวงบรรลังความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าสำหรับ ฟาเบรกาส นี่คือจุดเริ่มต้นของขาลงในอาชีพค้าแข้งของเขาอย่างเป็นทางการ !


ช่วงต้นซีซั่นหลังจากลองผิดลองถูกมาสักพักนายใหญ่ชาวอิตาเลียน จัดการปรับแผนการเล่นมาใช้แบบที่ตนถนัดและทำมาตลอดใน กัลโช เซเรีย อา นั่นคือการใช้งาน เซ็นเตอร์แบ็คสามคน และให้ “วิงแบ็ค” เป็นตัวขับเคลื่อนเกมจากริมเส้น ซึ่งบทบาทของกองกลางที่เขาเลือกใช้จะเน้นเกมรับเป็นหลักดังนั้น เนมานยา มาติช และ เอ็นโกโล ก็องเต้ ที่พึ่งได้ตัวมาใหม่ จึงเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของ คอนเต้ เสมอ


แล้ว เชส ล่ะ ? แน่นอนว่าบ่อยครั้งที่เขาจำใจต้องนั่งรอโอกาสอยู่บนม้านั่งข้างสนาม แม้ในซีซั่นนั้นเขาจะยังได้รับโอกาสลงสนามแทบทุกนัด แต่หากดูจากสถิติเจ้าตัวได้ลงสนามเป็นตัวจริงเพียงแค่ 14 จาก 38 เกมในลีกเท่านั้น นั่นคือ เกินกว่าครึ่งฤดูกาลที่อดีตจอมแอสซิสต์ต้องนั่งรอคอยโอกาสอย่างอดทนอยู่บนเก้าอี้ตัวสำรอง แต่ถึงกระนั้น ฟาเบรกาส ยังคงทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวาด้วยการซัดไป 7 ประตูกับอีก 15 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จอีกครั้ง


ในปีที่สองของ คอนเต้ แม้ เชส จะได้รับโอกาสมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าฤดูกาลนี้ฟอร์มของเขาค่อนข้างจะดรอปลงไปพอสมควร และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ทัพสิงโตน้ำเงินคราม จบซีซั่นในอันดับที่ 5 และพลาดตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สำคัญคือ นั่นเป็นจุดจบของเส้นทางระหว่าง เชลซี กับ อันโตนิโอ คอนเต้ รวมถึงอนาคตในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของชายที่ชื่อ เชส ฟาเบรกาส



นั่นก็เป็นเพราะ... ฤดูกาล 2018/19 สิงห์บลู ยังคงเลือกใช้บริการผู้จัดการทีมชาวอิตาลีอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี ที่แม้จะปรับแผนการเล่นมาใช้แบบ 4-3-3 แต่การมาของ มาเตโอ โควาชิช และ จอร์จินโญ โดยเฉพาะรายหลังที่ไม่เพียงส่งผลต่อโอกาสลงสนามของ ฟาเบรกาส แต่ยังส่งผลให้สตาร์ของทีมอย่าง เอ็นโกโล ก็องเต้ ต้องระเห็ดย้ายไปเล่นในตำแหน่งอื่นอีกด้วย ! โดยตลอดครึ่งซีซั่นแรก เชส ได้ลงสนามเป็นตัวจริงเพียง 1 เกมถ้วน ! และนั่นทำให้วันที่ 11 มกราคม ปี 2019 เจ้าพ่อเท้าชั่งทองของทีมตัดสินใจเก็บประเป๋าอำลาทีมไปอย่างเป็นทางการ พร้อมปิดตำนานด้วยการทำสถิติเป็นชายผู้ทำแอสซิสต์มากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับสองของ พรีเมียร์ลีก เป็นรองเพียง ไรอัน กิ๊กส์ รายเดียวเท่านั้น


จนถึงปัจจุบัน 1 ปีครึ่งบนเส้นทางลีกสูงสุดของฝรั่งเศส กับ โมนาโก ฟาเบรกาส ในวัย 33 ปี ซึ่งคงต้องบอกว่าเป็นช่วงสุดท้ายในชีวิตการค้าแข้งของเขาแล้ว รวมถึงฟอร์มการเล่นที่ดูเหมือนจะห่างใกลจากจุดสูงสุดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นจอมแอสซิสต์คนหนึ่งแห่งวงการฟุตบอล... แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับอาชีพที่ทุกคนทราบดีว่ามีความไม่แน่นอนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แถมบนเส้นทางสายนี้ การที่คุณฝีเท้าดี ไม่ได้การันตีว่าชีวิตคุณจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งหรือถูกยกให้เป็นตำนานเสมอไป ซึ่งนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่แม้ เชส ผู้มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลกและเคยกวาดรางวัลในระดับสโมสรมามากมายต้องประสบพบเจอไม่ต่างกับแข้งอีกหลายคน ที่ปิดฉากชีวิตการค้าแข้งท่ามกลางความเงียบงันตามวัฏจักรของโลกฟุตบอล โดยไม่มีคำว่าตำนานสโมสรต่อท้ายชื่อนั่นเอง..