ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานกองหน้า สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล แห่งศึก ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ย้อนรอยรำลึกความหลังว่าเขาสุดเจ็บปวดที่ ราฟา เบนิเตซ ปฎิเสธส่งชื่อเขาเป็นส่วนหนึ่งในของทีมเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ เอซี มิลาน ที่ เอเธนส์ เมื่อปี 2007 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของ ฟาวเลอร์ ในยูนิฟอร์ม หงสแดง

ลูกหม้อ เร้ดแมชีน รายนี้ผู้ซึ่งสังหารประตูให้กับทีมรวมทั้งสิ้น 183 ลูกจากการลงเล่นทั้งหมด 369 นัดเมื่อรวมทุกรายการเปิดอกถึงความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 13 ปีนัดชิงชนะเลิศถ้วยบิ๊กเอียร์กับ ปีศาจแดงดำ อันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีมดังจาก เมอร์ซีย์ไซด์ ด้วยสกอร์ 2-1

"สัปดาห์นี้มีวันครบรอบมากมาย" ฟาวเลอร์ เกริ่นกับ มิร์เรอร์ ก่อนร่ายยาว "ส่วนมากเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ในประวัติาสตร์ฟุตบอลยุโรปสำหรับแวดวงลูกหนังอั งกฤษ แต่กับตัวผมเองนั้น สัปดาห์ครบรอบนี้เป็นวาระที่น่าเศร้าทั้งในแง่ของเส้นทางการค้าแข้งและในด้านส่วนตัว"

"มันเป็นวันที่ฟุตบอลทำให้ผมต้องเสียน้ำตาเป็นครั้งที่ 2 เป็นวันที่ผมบอกลา ลิเวอร์พูล"


"มันยังเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตค้าแข้งของผมเพราะถูกปฎิเสธไม้ให้ลงสนามเพื่อบอกลาสโมสรอันเป็นที่รักของผม มันเป็นช่วงเวลา 13 ปีก่อนหน้านี้ที่พวกเราดวลกับ เอซี มิลาน เป็นครั้งที่ 2 ของศึก แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ และมันควรจะเป็นนัดสุดท้ายของผมกับ ลิเวอร์พูล"

"ผมจำสกอร์ได้เป็นอย่างดี (เอซี มิลาน 2-1 ลิเวอร์พูล) ตอนนั้นผมตระหนักแล้วว่าจะไม่ได้รับการต่อสัญญาออกไปแม้จะหวังให้พวกเขายื่นข้อเสนอในบทบาทสต๊าฟฟ์โค้ชก็ตาม ให้พูดกันตามตรงแล้วล่ะก็ ผมแม่*อยากให้เขายื่นสัญญานั้นสุดๆ"

เกมนัดชิงดำดังกล่าว ราฟา ส่งกองหน้าลงเป็นตัวจริงเพียงคนเดียวคือ เดิร์ค เคาท์ โดยมี ปีเตอร์ เคราช์ และ เคร็ก เบลลามี เป็นตัวสำรอง 2 ใน 7 คนซึ่ง เดอะก็อด ที่เพิ่งสวมปลอกแขนลงเล่นให้กับ หงส์แดง ในเกมลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ แอนฟิลด์ กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ไม่มีชื่อแม้กระทั่งบนม้านั่งสำรอง

"แม้ว่าผมจะรู้ตัวเองดีว่าจะไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมกับ มิลาน แน่ๆ แต่ผมยังหวังว่าจะมีชื่อเป็นตัวสำรอง และหากคุณมีชื่ออยู่บนนั้นแล้วอย่างน้อยคุณก็ยังมีความหวัง ทว่าผมกลับไม่มีชื่อในแมตช์เดย์ด้วยซ้ำซึ่งผมไม่ละอายที่จะบอกตรงนี้เลยว่ามันน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก"

"มันสะเทือนอารมณ์ผมเป็นอย่างมากเมื่อตระหนักว่าตนเองไม่มีชื่อในเกมนั้น ผมน้ำตาตกตลอดระยะเวลาที่เดินทางไปยังสนามแข่งขัน แต่ท้ายที่สุดมันคืออภิสิทธิ์ในการตัดสินใจของ ราฟา เบนิเตซ เขาถูกจ้างมาเพื่อทำงานนั้น"


"อย่างไรเสียผมจะพูดมันออกไปโดยไม่มีเจตนาที่จะโจมตีนักเตะคนใดๆ แต่ผมรู้สึกว่าตนเองคู่ควรกับที่นั่งบนม้านั่งสำรอง ราฟา เลือกนักเตะที่แทบจะไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ แอนฟิลด์ เลย" (ตัวสำรองในเกมดังกล่าวได้แก่ เจอร์ซี ดูเด็ค,​ อัลบาโร อาร์เบลัว, ซามี ฮูเปีย, แฮร์รี คีลล์, มาร์ค กอนซาเลซ, ปีเตอร์ เคราช์ และ เคร็ก เบลลามี)

"ที่ผมพูดไปน่ะใจดีแล้ว ที่สำคัญคือเขาคนนั้นกำลังจะย้ายออกจากทีมด้วยเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าการได้นึกภาพตนเองอยู่ในสนามหลังเสียงนกหวีดสิ้นสุดลงพร้อมกับการที่ ลิเวอร์พูล ได้ชูถ้วยนั้นเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างที่เรารู้ เคราชี กับ เบลลามี ไม่ได้ออกสตาร์ท เราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และรูปเกมก็บ่งบอกว่า ราฟา จัดทีมผิดพลาดด้วยการเก็บ 2 คนนั้นไว้บนม้านั่งสำรอง"

"ชัดเจนว่าเขาต้องการทีมที่สมดุลจึงเลือกนักเตะริมเส้นแทนที่ผมเป็นตัวสำรองแม้ว่าผมจะไม่สามารถนึกภาพออกได้เลยว่าเขาจะถูกเปลี่ยนตัวลงสู่สนามท่าไหน แม้ว่าเหล่า เดอะค็อป คงจะไม่ยอมแลกชัยชนะปาฎิหาริย์ที่ อิสตันบูล เมื่อปี 2005 อันเป็นหนึ่งในการคัมแบ็คที่ดราม่าที่สุดในโลกลูกหนังกับเกมนี้ แต่แน่นอนว่าเกมดังกล่าวมันเป็นสิ่งที่เราสามารถนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งได้"

"ผมคิดว่า มิลาน ชุดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคย พวกเราเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อโดยบนหน้ากระดาษตามเนื้อผ้าแล้วพวกเรามีโอกาสดีกว่าเมื่อปี 2005 เสียอีก มันเป็นเกมที่พวกเราควรจะชนะและเป็นอีกบทประวัติศาสตร์ของ ลิเวอร์พูล แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่บทสรุปในเทพนิยายสำหรับตัวผม"

"ผมจำได้ว่าเดินลงไปในสนามเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง เดินคอตกผิดหวังกับผลการแข่งขัน ผิดหวังที่ไม่ได้มีส่วนร่วมช่วยทีมเพราะในฐานะกองหน้าเมื่อทีมตามหลังด้วยสกอร์ 2-1 ผมเป็นคนที่สามารถจะช่วยยิงประตูตีเสมอได้ นั่นเป็นมุมมองที่ผมเฝ้าเห็นตลอดเวลา แต่หากทีมเป็นฝ่ายชนะล่ะก็ เพียงแค่ผมได้มีส่วนร่วมกับการฉลองชัย ได้เป็นส่วนหนึ่งของรูปภาพหลังเกม มันก็คงจะเป็นการบอกลาที่ดูดีกว่านี้"