ข่าว

5 การเปลี่ยนแปลงที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้ แมนซิตี้ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก

วันพุธ 12 พฤษภาคม 2564

        ผลบอลจากการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดท่าพ่าย เลสเตอร์ ซิตี้ คาบ้าน 1-2 ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ การันตีคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการ และเป็นแชมป์สมัยที่ 3 ในรอบ 4 ปี ภายใต้การคุมทัพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        หลังจากที่เสียแชมป์ให้กับ ลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาล 2019-20 เป๊ป ก็พา แมนซิตี้ กลับมาได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ จากสถิติอันน่าทึ่งชนะในลีก 15 นัดติดต่อกันตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม

        จนในท้ายที่สุด แมนซิตี้ ก็กลับมาคว้าตำแหน่งสูงสุดของลีกเมืองผู้ดีได้อีกครั้งพร้อมกับผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร อะไรที่ทำให้พวกเขากลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ? และนี่คือ 5 การเปลี่ยนแปลงที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้ เรือใบสีฟ้า คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้ง

        1. เซ็นสัญญา รูเบ็น ดิอาส

        แมนซิตี้ คว้าตัว รูเบ็น ดิอาส จาก เบนฟิก้า มาช่วยทีมลุยโปรแกรมบอลด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ 2020 หลังจากนั้นดาวเตะวัย 23 ปี ได้กลายเป็นหัวใจในแนวรับของ เรือใบสีฟ้า ทันที

        ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกส มีส่วนสำคัญช่วยให้ แมนซิตี้ เก็บคลีนชีตมากที่สุดในลีกที่ 18 นัดเท่ากับ เชลซี และเสียไปเพียง 26 ประตู แถมยังมีส่วนในเกมรุก โดยวางบอลยาวคิดเป็น 3.6 ลูก ต่อ 90 นาที และค่าเฉลี่ยในการผ่านบอลนั้นมีความแม่นยำถึง 93.3% นี่ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลก็ว่าได้

        2. เชื่อมั่น จอห์น สโตน

        สโตน ย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาร่วมทัพ แมนซิตี้ ด้วยค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2016 และหลายคนเชื่อว่าฤดูกาลนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายของเขากับ เรือใบสีฟ้า เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวยังไม่เคยโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้เลย

        ทว่าการจับคู่ของ สโตน กับ ดิอาส ทำให้แนวรับของ แมนซิตี้ แข็งแกร่งลงตัวสุด ๆ และส่งผลให้ อายเมริค ลาปอร์กต์ และกองหลังตัวใหม่อย่าง นาธาน อาเก้ ต้องนั่งสำรองยาว ๆ ซึ่งฤดูกาลนี้ แข้งทีมชาติอังกฤษ โดดเด่นสุด ๆ ในการดวลลูกกลางอากาศ แถมยังมีทีเด็ดจากการสอดขึ้นไปทำประตูที่ซัดไปแล้ว 4 ลูก

        3. ดัน อิลคาย กุนโดกัน เป็นกองหน้า

        เมื่อเห็นว่า แฟร์นันดินโญ่ และ โรดรี้ ยืนคุมแดนกลางได้อย่างมั่นคง เป๊ป จึงหันมาปรับใช้ กุนโดกัน ให้เป็นมากกว่าเพลย์เมกเกอร์ในบทบาท False 9 หรือกองหน้าตัวหลอกที่มีหน้าที่ลงต่ำมาเชื่อมเกม และจะมีการสลับตำแหน่งกันขึ้นไปทำประตู

        นอกจากนี้ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี ยังสามารถแก้ปัญหาการจบสกอร์เมื่อยามขาด เควิน เดอ บรอยน์ หรือ เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้เป็นอย่างดี โดยฤดูกาลนี้แข้งวัย 30 ปี ทำไปแล้ว 16 ประตู ซึ่งถือว่ายิงได้มากที่สุดนับตั้งแต่เขาลงเล่นอาชีพมา นี่คือคีย์แมนคนสำคัญในแนวรุกของ เป๊ป สำหรับซีซั่นนี้

        4. ในที่สุด ฟิล โฟเด้น ก็กลายเป็นเพชร

        หลังจากพยายามบ่มเพาะมาหลายปี ดูเหมือนฤดูกาลนี้ เป๊ป จะหาจุดที่ลงตัวให้กับ ฟิล โฟเด้น ได้แล้ว และตอนนี้ก็พูดได้เต็มปากว่า ดาวเตะวัย 20 ปี ได้กลายเป็นทั้งปัจจุบัน และอนาคตของ แมนซิตี้ เรียบร้อย

        ซีซั่นนี้ โฟเด้น ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะคนสำคัญของ เรือใบสีฟ้า อย่างเต็มตัวกับผลงาน 7 ประตู 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 26 นัดใน พรีเมียร์ลีก

        5. ไม่มีกองหน้า ไม่มีปัญหา

        วัตถุดิบหลักของ แมนซิตี้ ในฤดูกาลนี้คือพวกเขาไม่มีกองหน้าตำแหน่งหมายเลข 9 เริ่มต้นใน 11 ผู้เล่นตัวจริง อเกวโร่ บาดเจ็บไปเกือบทั้งฤดูกาล ขณะที่ กาเบรียล เชซุส ยังไม่ดีพอสำหรับ เป๊ป โดยหัวหอกทีมชาติบราซิลลงเล่นน้อยกว่าซีซั่น 2019-20 ถึง 8 เกม

        ซึ่งนอกจาก กุนโดกัน แล้ว เป๊ป เลือกที่จะใช้ โฟเด้น, เดอ บรอยด์ หรือ แบร์นาโด้ ซิลวา ในตำแหน่ง False 9 ขณะที่ เฟร์ราน ตอร์เรส และ ริยาด มาห์เรซ ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ได้โอกาสลงสนาม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ซีซั่นนี้ แมนซิตี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากองหน้าตัวเป้า 72 ประตูในลีกของพวกเขาถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลจาก mirror.co.uk

ภาพจาก AFP

อ้างอิงข่าวจาก : กระปุกดอทคอม