ย้อนกลับไปในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2019 คอลูกหนังทั้งโลกน่าจะรู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกันเมื่อจู่ ๆ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ก็ประกาศเปิดตัว โฆเซ มูรินโญ ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมแทน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่ถูกปลดออกไปก่อนหน้าไม่นาน เรียกว่าเซอร์ไพร์สทั้งตอนปลดคนเก่าและแต่งตั้งคนใหม่เลยทีเดียว


จริงอยู่ที่ มูรินโญ ว่างงานมานานพอสมควรแล้วหลังโดนเด้งจาก ​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อเดือนธันวาคม 2018 และทุกคนก็อยากเห็นเขากลับมารับงานกุนซือทีมฟุตบอลอีกครั้งโดยเฉพาะใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครเดาล่วงหน้าถูกหรอกว่าหวยจะไปออกที่ คลับไก่เดือยทอง

ยอดโค้ชผมสีดอกเลาสร้างชื่อขึ้นมาประดับวงการลูกหนังอย่างจริงจังครั้งแรกเมื่อปี 2004 เมื่อพาทีมม้านอกสายตาอย่าง เอฟซี ปอร์โต ขึ้นครองบัลลังก์ ​ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ได้แบบเหลือเชื่อ จนกระทั่ง "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช ดึงเข้ามาช่วยสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ ​เชลซี ในซีซั่นถัดมา


และการที่ ทัพสิงโตน้ำเงินคราม กลายเป็นหนึ่งในสโมสรใหญ่สุดของโลกตลอดระยะเวลา 15 ปีหลังสุด จุดเริ่มต้นก็มาจาก มูรินโญ คนนี้นี่เอง


ปี 2008 กุนซือชาวโปรตุเกส พาตัวเองไปคุมทีม อินเตอร์ มิลาน บนสังเวียนกัลโช เซเรียอา และตลอด 3 ปีนั้นทัพงูใหญ่ก็ยกระดับกลายเป็นทีมที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้เทียมทานไปเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะคว้าแชมป์มาครองได้มากมายหลายรายการแล้ว ยังมีผู้เล่นระดับโลกอยู่เคียงข้างจนนับไม่ถ้วนอีกด้วย

เมื่อจบภาระกิจในถิ่นงูใหญ่ เขาก็โยกตัวเองออกไปหาประสบการณ์ใหม่กับสโมสรระดับมหาอำนาจอย่าง เรอัล มาดริด ที่หลายคนมองว่าไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเท่าไหร่นัก แต่ก็มิวายคว้าแชมป์มาประดับสโมสรได้อีก 3 รายการเลยทีเดียว


ปี 2013 มูรินโญ เซ็นสัญญาเข้ามารับงานผู้จัดการทีม เชลซี อีกเป็นคำรบที่สอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวได้รับการสนับสนุนจากเสี่ยหมีอย่างเต็มที่เหมือนเดิมจนพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาประดับโปรไฟล์เพิ่มได้อีก 1 สมัยรวมถึงลีกคัพอีก 1 รายการด้วย 


หลังจากนั้นเส้นทางสายกุนซือของ มูรินโญ ก็เริ่มไม่ราบรื่นอีกต่อไป เพราะพอโดน เชลซี ปลดจากตำแหน่งเขาก็รับงานคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ร่วมกันต่อสู้โดยมี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คอยเป็นหัวหอกจนคว้าแชมป์ได้ถึง 2 รายการคือ ยูโรปาลีก และลีกคัพ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่าเจ้าตัวล้มเหลวสุด ๆ จนโดนเด้งไปเมื่อปลายปี

หากใครสังเกตดี ๆ ถ้าไม่นับ เอฟซี ปอร์โต ทุก ๆ ทีมที่ มูรินโญ เซ็นสัญญารับงานกุนซือจะมีจุดร่วมเหมือนกันหมดก็คือ ต้องเป็นสโมสรใหญ่ระดับมหาอำนาจของลีกนั้น ๆ และมีเงินให้ใช้ซื้อ+จ่ายค่าเหนื่อยนักเตะแบบไม่อั้น เพราะเขาคือคนที่พร้อมทุ่มเงินสูงเวอร์ ๆ เพื่อปาดหน้าคู่แข่งในการเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่ต้องการได้เสมอ


และด้วยสูตรนี้ ทำให้ มูรินโญ ได้ขุมกำลังตรงตามสเปคที่ต้องเองตั้งไว้ในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่จะประสบความสำเร็จต่อเนื่องทุกปี แม้จะมีคนบ่นหรือแขวะเกี่ยวกับแท็คติกแบบตีหัวเข้าบ้านหรือจอดรถบัสเป็นอาวุธเด็ดก็ตาม

มาถึงตรงนี้คงมีหลายคนเริ่มเอะใจแล้วว่าทำไม โฆเซ มูรินโญ ถึงได้เป็นชายผู้มีความกล้าหาญแบบสุด ๆ ที่ตัดสินใจเลือกเซ็นสัญญากับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลให้ลุ้นล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย


เหตุผลอันดับต้น ๆ เลยก็คือ สเปอร์ส ไม่ใช่สโมสรที่เคยประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แบบทีมเก่า ๆ ของ มูรินโญ ซึ่งเท่ากับว่าเขายอมลดโปรไฟล์ตัวเองลงมาคุมทีมระดับที่ไม่ค่อยคุ้นชิน


เหตุผลลำดับที่สอง สเปอร์ส ไม่ใช่สโมสรที่เงินทองมากมายให้ จ่ามู ได้จับจ่ายใช้สอยตามใจเหมือนกับทีมก่อนหน้าทั้งหมด (ยกเว้น ปอร์โต)


เหตุผลลำดับที่สาม ผู้เล่นส่วนใหญ่ของ สเปอร์ส ไม่ใช่ดาวดังระดับโลก ซึ่งทาง มูรินโญ เองก็คงพิจารณาแล้วว่าน่าจะเค้นเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ฉะนั้นเมื่อไม่มีปัจจัยร่วมต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนกับทีมเก่า ๆ ของเขา จึงทำให้ไม่มีใครเดาออกว่าสุดท้าย มูรินโญ จะมาลงเอยกับ สเปอร์ส ได้นั่นเอง


ลองนึกภาพตามง่าย ๆ ว่าผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะตัวจริงเสียงจริง ทำงานประสบความสำเร็จเป็นแชมป์โน่นนั่นนี่มาตั้งแต่ปี 2004 จนถูกจารึกชื่อเอาไว้บนหน้าประวัติศาสตร์วงการลูกหนังว่านี่คือหนึ่งในผู้จัดการทีมที่เก่งสุดของโลก 


แต่อยู่ดี ๆ ก็เลือกเซ็นสัญญากับทีมที่ไม่พร้อมสนับสนุนเลยในแทบจะทุก ๆ เรื่องอย่าง สเปอร์ส หลายคนอาจอยากถามเขาตรง ๆ ต่อหน้าว่า "เฮีย ! เอาจริงดิ ? เฮียคิดอะไรอยู่กันแน่ !?"

ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ที่ มูรินโญ อาจจะอิ่มตัวกับอะไรหลาย ๆ อย่างที่เคยทำมานานถึง 15 ปีจึงอยากลองท้าทายอะไรใหม่ ๆ ในชีวิตดูบ้าง ซึ่งเราคงเห็นกันไปแล้วว่าถึงแม้จะไม่ได้ชนะคู่แข่งต่อเนื่องเหมือนสมัยคุมทีมใหญ่ ๆ แต่บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเขากลับไม่มีแรงกดดันหรือความเครียดออกมาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังยิ้มอย่างมีความสุขออกสื่อทุกวันด้วยซ้ำ


จากคนที่เคยเรียกตัวเองว่า The Special One จากชายที่ยืนยันว่าตัวเองเกิดมาเพื่อคว้าชัยชนะและเป็นแชมป์ในทุก ๆ รายการที่ลงแข่ง จากชายที่มีเปอร์เซ็นต์การคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ปัจจุบันเขาแพ้บ้าง, เสมอบ้าง, ชนะบ้าง สลับกันไป


ไม่รู้เหมือนกันว่าความล้มเหลวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้บทเรียนอะไร "จ่ามู" มาบ้าง หรือแค่เพราะเขาอายุมากขึ้นจึงทำให้มองเห็นมุมใหม่ ๆ ในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลว่า ไม่ต้องแคร์เรื่องชื่อเสียงเงินทองมากจนเกินไปอีกแล้ว


แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การที่ โฆเซ มูรินโญ ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ สเปอร์ส ก็ต้องถือเป็นความกล้าหาญอันสูงส่งและน่านับถือสุด ๆ สำหรับเขาอย่างแท้จริง